June 3, 2020 news 0

ยังคงเป็นสถานการณ์ที่ยังคงทวีความรุนแรงและได้รับความสนใจจากทั่วโลก สำหรับการประท้วงและจลาจลสีผิวในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีชนวนเหตุจากการเสียชีวิตของนายจอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสีอายุ 46 ปี ที่รัฐมินนิโซตา ซึ่งหากพูดถึงปัญหาการอคติทางเชื้อชาติ นับเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกและยากจะแก้ไขในสังคมอเมริกัน ที่ซึ่งหลายๆคนกล่าวว่า เป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ โอกาส ความหลากหลาย และความเท่าเทียมกัน 

นับจากยุคค้าทาสเมื่อราวหนึ่งร้อยปีก่อน สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่จนปัจจุบัน คือ การแบ่งแยกชนชั้นที่เป็นมรดกของการล่าอาณานิคม ที่มีที่มาจากการมาถึงของ “ชาวยุโรปผิวขาว” บนแผ่นดินอเมริกาและตั้งตัวเป็นนายเจ้าของประเทศ ผลักให้ชนพื้นเมืองดั้งเดิมกลายเป็นอีกชนชั้นที่อยู่ถัดลงไป เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในทั่วทุกมุมโลก ตามด้วย “การซื้อขายแรงงานทาสผิวดำ” จากแอฟริกาที่ลดค่าความเป็นมนุษย์ของเพื่อนร่วมโลกลงเป็นเพียงวัตถุและสินค้าชิ้นหนึ่ง ที่ไม่มีแม้กระทั่ง “ชื่อ” ให้เรียกขาน

ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ50ปีที่แล้ว ในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติอย่าง “โอลิมปิก” ปี 1968 ที่แม็กซิโกซิตี้ ก็ได้เกิดประวัติศาสตร์ของคนผิวสีขึ้น เมื่อ “ทอมมี่ สมิธ” และ “จอห์น คาร์ลอส” สองนักวิ่งผิวสีจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้คว้าเหรียญทอง และเหรียญทองแดง ในการแข่งขันวิ่ง 200 เมตร 

ในระหว่างที่กำลังขึ้นรับเหรียญรางวัลนั้นเอง ทั้งคู่ไม่ใส่รองเท้าแต่สวมเพียงถุงเท้าและถุงมือสีดำ และระหว่างที่เพลงชาติสหรัฐฯ กำลังบรรเลง ทั้งสองได้ชูกำปั้นขึ้นเป็นสัญลักษณ์ “Black Power Salute” ที่สื่อถือการเรียกร้องสิทธิคนผิวสีในสหรัฐฯ และการถอดรองเท้าออกเหลือเพียงถุงเท้าสีดำ ก็เป็นการสื่อสารว่าชีวิตของคนดำในสหรัฐฯ นั้นมีความยากลำบากมากจนไม่สามารถหาซื้อรองเท้าได้ แต่หลังจากนั้นทางคณะกรรมการโอลิมปิก็ได้แบนสมิธกับคาร์ลอสออกจากการแข่งขัน ทั้งยังสั่งให้พวกเขาออกจากหมู่บ้านนักกีฬาในทันทีอีกด้วย